มรดกความคิดของมาร์กซ์ ในงานศึกษาความเหลื่อมล้ำในศตวรรษที่ 21

Even when we believe that such an interpretation of history is common-place today, this still is not entirely so. Take the current dispute about the reasons that brought Trump to power. Some (mostly those who believe that everything that went on previously was fine) blame a sudden outburst of xenophobia, hatred, and misogyny. Others (like myself) see that outburst as having been caused by long economic stagnation of middle class incomes, and rising insecurity (of jobs, health care expenses, inability to pay for children’s education). So the latter group tends to place economic factors first and to explain how they led to racism and the rest. There is a big difference between the two approaches—not only in their diagnosis of the causes but more importantly in their view of what needs to be done.

Marx for me (and hopefully for others to), Branko Milanovic’s “globalinequality” blog

ผมเห็นด้วยกับ Branko มากในเรื่องบทบาทของมาร์กซ์ในการศึกษาระบบเศรษฐกิจการเมืองในปัจจุบัน มันง่ายเกินไป จนถึงขั้นสะท้อนความขี้เกียจของนักวิจัยที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์การเมือง “ประชานิยม” ในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว (advanced democracies) เพียงด้วยการอธิบายคุณลักษณะของกลุ่มผู้สนับสนุน Trump, Bolsonaro, หรือแม้กระทั่งพรรคอื่นๆ ในยุโรป (ดูงานที่ผมเขียนให้สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในปารีส) การเกิดขึ้นของกระแสเหยียดสีผิว เหยียดเพศ หรือเหยียดอะไรก็ตาม เป็นการแสดงออกของปัจจัยสังคมอย่างอื่นที่ล้ำลึกกว่านั้นมาก

ดังนั้น ใครก็ตามที่พยายามศึกษาประเด็นความเหลื่อมล้ำจะหลุดไม่พ้นประเด็นเรื่อง “ชนชั้น” ไม่ว่าจะเป็นการมุมมองของมาร์กซ์ที่พูดถึงปัจจัยการผลิต หรือในมุมมองชนชั้นการเมือง ซึ่งทั้งสองนั้นทับซ้อนกันอยู่พอสมควร และการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจการเมืองและระบบรัฐจะเป็นงานศึกษาที่สำคัญในอนาคต

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ทำให้ความสนใจส่วนตัวกับ “development economics” หรือ “empirical political economics” ได้ลดลงไป ทั้งสองสายความคิดทางเศรษฐศาสตร์ในระยะทศวรรษที่ผ่านมาได้วิ่งเข้าหาอ้อมกอดอันอบอุ่นแต่อันตรายของ empirics (ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของเศรษฐมิติ)

และที่ผมไม่อยากให้ความสนใจเท่าไหร่เลยก็คือ Randomised Controlled Trials (RCT) ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในแนวทางวิจัยที่ทำให้ผมสนใจเรียนปริญญาโทด้วยซ้ำ แต่นี่ไม่ใช่หัวข้อเดียวกันเสียทีเดียว

อย่างที่ Branko ได้เขียนไว้ในบล็อกของเขา :

I would thus say that any serious work on inequality must reject the use of representative agent as a way to approach reality. I am very optimistic that this will happen because the representative agent itself was the product of two developments, both currently on the wane: an ideological desire, especially strong in the United States because of the McCarthy-like pressures to deny the existence of social classes, and the lack of heterogeneous data.

Marx for me (and hopefully for others to), Branko Milanovic’s “globalinequality” blog

ในกรณีของไทย เราต้องเลิกพูดถึงความเหลื่อมล้ำแบบใสสะอาด มันสะท้อนสภาพสังคมและประวัติศาสตร์ที่แสนสกปรกโสโครกและเปื้อนเลือด และถ้าหากเราตามหาต้นตอของปัญหาและวิธีแก้ไข ก็ต้องไม่กลัวที่จะเอามือไปแงะคราบเลือดปลอกกระสุนขึ้นมาศึกษา

แนะนำให้เข้าไปอ่านบล็อกของ Branko Milanovic ที่นี่ครับ

http://glineq.blogspot.com/

1 thought on “มรดกความคิดของมาร์กซ์ ในงานศึกษาความเหลื่อมล้ำในศตวรรษที่ 21”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s