Fukuyama’s “Identity” on Thailand

เนื่องในโอกาสใกล้ปีใหม่ ผมเดินไปซื้อหนังสือเล่มใหม่ของ Fukuyama เรื่อง “Identity: contemporary identity politics and the struggle for recognition” ซึ่งผมตั้งใจว่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมจะอ่านจบในปี 2562

เวลาได้หนังสือเล่มใหม่มา นิสียเสียที่ผมทำเป็นประจำคือเปิดไปหน้าท้ายดู index (หรือดัชนี) แล้วดู keyword ที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษ

คำแรกที่ผมเปิดหาในหนังสือเล่มนี้คงไม่พ้น “พิเก็ตตี้” เนื่องจากผมต้องการมุมมองของนักสังคมศาสตร์ท่านอื่นๆ ต่อบิดาของแล็บและผู้ว่าจ้างปัจจุบันของผม (ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่พูดถึงข้อมูลการกระจายรายได้ของโลกในหนังสือ capital)

คำที่สองที่ผมมองหาคือ “Thailand” ผมขออนุญาติใส่ exerpt มาให้อ่าน โฆษณาหนังสือให้ทุกคนหาอ่านและแลกเปลี่ยนความคิดไปพร้อมๆ กันด้วย

Loss of middle-class status may explain one of the most bitter polarizations in contemporary politics, which has emerged in Thailand. The country has been riven by an intense polarization between “yellow shirts” and “red shirts,” the former upper-class supporters of the monarchy and military and the latter supporters of the Thai Rak Thai party, led by Thaksin Shinnawatra. This conflicts, which closed down much of Bangkok in 2010 and resulted in a yellow-shirt-supported military coup, has alternatively been seen as a fight over ideology based on the redistribution programs that Thaksin and his sister Yingluck […] provided to rural Thais, or else a fight about corruption. Federico Ferrara argues, however, that it is better seen as a fight over recognition. Traditional Thai society had been rigidly stratified based on perceived “Thainess,” the geographical and ethnolinguistic distance of people from the elite in Bangkok. Decades of economic growth had raised up many of Thaksin’s voters, who began to assert their provincial identities in ways that enraged the Bangkok elite. It was often the middle-class Thais who became the most politically engaged, and that explains why an apparently economic conflict become a zero-sum game driven by thymos.

The perceived threat to middle-class status may then explain the rise of populist nationalism in many parts of the world in the second decade of the twenty-first century.

หน้า 86-87 ของ Fukuyama, F. (2018). 
Identity: Contemporary Identity Politics and the Struggle for Recognition. London, UK: Profile Books.

ข้อสรุปนี้เป็นอะไรที่ไม่ใหม่แล้ว ในแวดวงวิชาการไทยก็มีงานของอาจารย์ ธร ปีติดล ที่ได้เขียน “เข้าใจบทบาททางการเมืองของคนชั้นกลางระดับบนในประเทศไทย: กรณีศึกษาจากปรากฏการณ์ กปปส.” ในโครงการวิจัยชุด ‘การเมืองคนดี’: ความคิด ปฏิบัติการ และอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน ขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” (อ่านสัมภาษณ์อาจารย์ได้ ที่นี่ และ ที่นี่ ส่วนชุดงานวิจัยตัวเต็ม ที่นี่)

เอาเข้าจริง (และตรงกับประเด็นมรดกความคิดมาร์กซ์ที่ Milanovic พึ่งได้พูดถึง) อ่านแล้วก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะในไทยเราดูเหมือนตกลงกันได้นานแล้วว่า ถ้าจะพูดถึงปัญหาการเมืองไทยในยุคหลังปี 40 ก็จะหยุดไม่พ้นความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองชนชั้น (class conflicts) และโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

แต่ยังไงอ่านเสร็จเดี๋ยวจะเขียนรีวิวให้อ่านกันดูครับ

มรดกความคิดของมาร์กซ์ ในงานศึกษาความเหลื่อมล้ำในศตวรรษที่ 21

Even when we believe that such an interpretation of history is common-place today, this still is not entirely so. Take the current dispute about the reasons that brought Trump to power. Some (mostly those who believe that everything that went on previously was fine) blame a sudden outburst of xenophobia, hatred, and misogyny. Others (like myself) see that outburst as having been caused by long economic stagnation of middle class incomes, and rising insecurity (of jobs, health care expenses, inability to pay for children’s education). So the latter group tends to place economic factors first and to explain how they led to racism and the rest. There is a big difference between the two approaches—not only in their diagnosis of the causes but more importantly in their view of what needs to be done.

Marx for me (and hopefully for others to), Branko Milanovic’s “globalinequality” blog

ผมเห็นด้วยกับ Branko มากในเรื่องบทบาทของมาร์กซ์ในการศึกษาระบบเศรษฐกิจการเมืองในปัจจุบัน มันง่ายเกินไป จนถึงขั้นสะท้อนความขี้เกียจของนักวิจัยที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์การเมือง “ประชานิยม” ในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว (advanced democracies) เพียงด้วยการอธิบายคุณลักษณะของกลุ่มผู้สนับสนุน Trump, Bolsonaro, หรือแม้กระทั่งพรรคอื่นๆ ในยุโรป (ดูงานที่ผมเขียนให้สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในปารีส) การเกิดขึ้นของกระแสเหยียดสีผิว เหยียดเพศ หรือเหยียดอะไรก็ตาม เป็นการแสดงออกของปัจจัยสังคมอย่างอื่นที่ล้ำลึกกว่านั้นมาก

ดังนั้น ใครก็ตามที่พยายามศึกษาประเด็นความเหลื่อมล้ำจะหลุดไม่พ้นประเด็นเรื่อง “ชนชั้น” ไม่ว่าจะเป็นการมุมมองของมาร์กซ์ที่พูดถึงปัจจัยการผลิต หรือในมุมมองชนชั้นการเมือง ซึ่งทั้งสองนั้นทับซ้อนกันอยู่พอสมควร และการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจการเมืองและระบบรัฐจะเป็นงานศึกษาที่สำคัญในอนาคต

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ทำให้ความสนใจส่วนตัวกับ “development economics” หรือ “empirical political economics” ได้ลดลงไป ทั้งสองสายความคิดทางเศรษฐศาสตร์ในระยะทศวรรษที่ผ่านมาได้วิ่งเข้าหาอ้อมกอดอันอบอุ่นแต่อันตรายของ empirics (ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของเศรษฐมิติ)

และที่ผมไม่อยากให้ความสนใจเท่าไหร่เลยก็คือ Randomised Controlled Trials (RCT) ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในแนวทางวิจัยที่ทำให้ผมสนใจเรียนปริญญาโทด้วยซ้ำ แต่นี่ไม่ใช่หัวข้อเดียวกันเสียทีเดียว

อย่างที่ Branko ได้เขียนไว้ในบล็อกของเขา :

I would thus say that any serious work on inequality must reject the use of representative agent as a way to approach reality. I am very optimistic that this will happen because the representative agent itself was the product of two developments, both currently on the wane: an ideological desire, especially strong in the United States because of the McCarthy-like pressures to deny the existence of social classes, and the lack of heterogeneous data.

Marx for me (and hopefully for others to), Branko Milanovic’s “globalinequality” blog

ในกรณีของไทย เราต้องเลิกพูดถึงความเหลื่อมล้ำแบบใสสะอาด มันสะท้อนสภาพสังคมและประวัติศาสตร์ที่แสนสกปรกโสโครกและเปื้อนเลือด และถ้าหากเราตามหาต้นตอของปัญหาและวิธีแก้ไข ก็ต้องไม่กลัวที่จะเอามือไปแงะคราบเลือดปลอกกระสุนขึ้นมาศึกษา

แนะนำให้เข้าไปอ่านบล็อกของ Branko Milanovic ที่นี่ครับ

http://glineq.blogspot.com/

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

“ดราม่าในช่วงที่ผ่านมาช่วยกระตุกให้สังคมไทยหันมาสนใจความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ประเด็นที่สำคัญตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเราอยู่อันดับที่เท่าไหร่ในโลก แต่คือคำถามที่ว่าเราจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน

เพราะทั้งตัวชี้วัดตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงวิชาการ และความรู้สึกของผู้คนต่างบอกตรงกันว่า ประเทศไทยเป็นผู้ป่วยโรค ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัสของโลกจริง”

20181212-tanasak-bannerอ่านได้ที่ https://www.the101.world/inequality-in-the-21st-century/

ฤดูร้อนไม่เป็นเช่นเคย

“เมื่อตอนคุณเกิด [ปี 2537] กรุงเทพมีวันที่อุณหภูมิร้อนเกิน 32 องศาประมาน 228 วัน”
“ปัจจุบัน กรุงเทพมีวันที่ร้อนอย่างนี้ 276 วัน โดยเฉลี่ย”

เพิ่มขึ้น 48 วัน หรือ เดือนครึ่งกับอีกนิดๆ (quick maf.)

“เมื่อถึงเวลาที่คุณอายุ 80 โมเดลคาดเดาว่ากรุงเทพจะมีวันทีร้อนเกิน 32 องศา 318 วัน (อย่างต่ำ 294 วัน และอย่างมาก 344 วัน)

เพิ่มขึ้นทั้งหมด จากปีที่เกิด 90 วัน (หรือประมาน 3 เดือน)

มีหวังได้เกษียณที่ปารีส ที่ระหว่างปีที่เกิดกับปีที่อายุแปดสิบ เพิ่มขึ้น 5 วันเท่านั้น เป็นร้อนมาก 8 วัน (สึส).

––––––––
เพิ่มเติม: ดูจากในรูปแล้ว ประเทศที่น่าจะเจอผลกระทบของโลกร้อน (นับเป็นวันที่มีอากาศร้อนเกิน 32 องศา) ก็คือประเทศที่กำลังพัฒนาในปัจจุบัน อย่างมากก็ยกเว้น ประเทศแถบแอฟริกาเหนือกับลาตินอเมริกาใต้ๆ

อ่านเพิ่มเติมได้ในลิงค์ข้างล่าง งานวิจัยโดย Climate Impact Lab.